สมาร์ทเซฟตี้
ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า 4 จุดสำคัญที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงาน

ความปลอดภัยในการทำงานกับไฟฟ้า 4 จุดสำคัญที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงาน

  • Admin
  • จำนวนดู 1 ครั้ง

อุบัติเหตุจากไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งในด้านชีวิตของพนักงานและทรัพย์สินขององค์กร ในฐานะ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.), หัวหน้างาน และฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) การสร้างความตระหนักรู้และการกำหนดมาตรการป้องกันก่อนเริ่มงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตาม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ที่ระบุให้นายจ้างต้องดูแลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนให้พนักงานปฏิบัติงาน

เพื่อลดความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง นี่คือ 4 จุดสำคัญทางด้านความปลอดภัยไฟฟ้าที่ต้องทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนเริ่มงาน

1. ตรวจสอบสภาพสายไฟ เต้าเสียบ และอุปกรณ์ไฟฟ้าทางกายภาพ (Visual Inspection)

การตรวจสอบด้วยสายตาเป็นขั้นตอนแรกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันไฟฟ้ารั่วและไฟฟ้าลัดวงจร โดยมีจุดที่ต้องสังเกตดังนี้

  • สภาพฉนวนของสายไฟ: ต้องไม่มีรอยฉีกขาด รอยแตก รอยไหม้ หรือเห็นลวดทองแดงด้านใน หากพบชำรุดต้องตัดการใช้งานและส่งซ่อมทันที
  • เต้าเสียบและเต้ารับ: เต้าเสียบต้องแน่นหนา ไม่มีรอยร้าวหรือรอยไหม้เกรียม และต้องมีระบบสายดิน (ปลั๊ก 3 ขา) ที่สมบูรณ์
  • ตัวถังของอุปกรณ์ไฟฟ้า: เครื่องจักรหรือเครื่องมือไฟฟ้าที่เป็นโลหะต้องไม่มีรอยบุบหรือชำรุดที่อาจทำให้สายไฟภายในไปสัมผัสกับตัวถังโลหะได้

2. ตรวจสอบระบบสายดินและเครื่องตัดกระแสไฟฟ้ารั่ว (RCD)

ระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่วเปรียบเสมือนด่านป้องกันสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตพนักงานเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วไหล

  • ความสมบูรณ์ของสายดิน: เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีโครงสร้างเป็นโลหะต้องได้รับการติดตั้งสายดินอย่างถูกต้องตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)
  • การทดสอบปุ่ม Test ของเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD/GFCI): สำหรับเต้ารับในพื้นที่เปียกชื้นหรือการทำงานภายนอกอาคาร ต้องทดสอบกดปุ่ม Test เพื่อดูว่าเครื่องตัดกระแสไฟทำงานได้ทันทีหรือไม่ก่อนเริ่มใช้งานอุปกรณ์

3. ตรวจสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) เฉพาะงานไฟฟ้า

การทำงานกับระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันสูง หัวหน้างานและ จป. ต้องควบคุมดูแลให้พนักงานสวมใส่ PPE ที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับระดับแรงดันไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด

  • ถุงมือกันไฟฟ้า (Insulating Gloves): ต้องเลือกใช้ถุงมือที่ทนแรงดันไฟฟ้าได้ตามระดับงาน และต้องตรวจเช็กรอยรั่วด้วยการม้วนบีบลมก่อนสวมใส่ทุกครั้ง
  • รองเท้านิรภัยชนิดต้านทานไฟฟ้า (Dielectric Shoes): ต้องเป็นรองเท้าที่ไม่มีส่วนประกอบของโลหะและมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
  • กระบังหน้ากันแสงและสะเก็ดไฟ (Arc Flash Face Shield): สำหรับงานที่ต้องสัมผัสกับแผงจ่ายไฟแรงดันสูงเพื่อป้องกันอันตรายจากการระเบิดของประกายไฟ (Arc Flash)

4. ตรวจสอบและปฏิบัติตามขั้นตอนการตัดแยกพลังงาน (Lockout / Tagout - LOTO)

สำหรับงานซ่อมบำรุงหรืองานติดตั้งระบบไฟฟ้า การตรวจสอบว่าได้ทำการตัดแยกแหล่งพลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แล้วถือเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย

  • การตัดวงจรไฟฟ้า: ต้องสับสวิตช์หรือเบรกเกอร์หลักลงเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าไปยังพื้นที่ทำงาน
  • การคล้องแม่กุญแจและแขวนป้ายเตือน (LOTO): ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องคล้องแม่กุญแจส่วนตัว (Lockout) และแขวนป้ายเตือน (Tagout) ที่ระบุชื่อและรายละเอียดผู้ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาเปิดสวิตช์ไฟโดยไม่ตั้งใจ
  • การทดสอบแรงดันไฟเป็นศูนย์ (Zero Energy State): ใช้ไขควงวัดไฟหรือเครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า (Multimeter) ตรวจสอบอีกครั้งที่หน้างานเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่ในระบบจริงๆ ก่อนลงมือทำงาน

บทสรุป: ความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน

การตรวจเช็กความปลอดภัยก่อนเริ่มงานกับไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องที่เสียเวลา แต่เป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินขององค์กรได้อย่างมหาศาล จป. มีหน้าที่ในการจัดทำเช็กลิสต์และควบคุมมาตรฐาน หัวหน้างาน มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานจริงที่หน้างานอย่างใกล้ชิด และ HR มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การร่วมมือกันของทุกฝ่ายจะช่วยขับเคลื่อนให้โรงงานก้าวสู่เป้าหมาย 'อุบัติเหตุเป็นศูนย์' (Zero Accident) ได้อย่างแท้จริง

แชร์บทความนี้: