สมาร์ทเซฟตี้
คปอ. มีหน้าที่อะไร ประชุมอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยล่าสุด

คปอ. มีหน้าที่อะไร ประชุมอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยล่าสุด

  • Admin
  • จำนวนดู 0 ครั้ง

ทำความรู้จัก คปอ. ฟันเฟืองสำคัญด้านความปลอดภัยในองค์กร

สำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.วิชาชีพ) ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) และหัวหน้างานในโรงงานหรือสถานประกอบการ คำว่า "คปอ." หรือ คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นคำที่คุ้นเคยกันดี แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรมักประสบปัญหาว่า คปอ. มีหน้าที่อะไรกันแน่ และต้องจัดประชุมอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหลังจากที่มีการประกาศใช้ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 ซึ่งมีการปรับปรุงรายละเอียดสำคัญที่คนทำงานสายนี้ต้องรู้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย

คปอ. คือใคร และสถานประกอบการแบบไหนต้องมี?

คปอ. คือ คณะบุคคลที่เป็นตัวแทนจากทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งลูกจ้าง ร่วมกันบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ โดยกฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการบางประเภท (เช่น โรงงาน เหมืองแร่ ก่อสร้าง ขนส่ง และสถานบริการอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มี คปอ. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบตามเกณฑ์ สำหรับจำนวนกรรมการ คปอ. จะแปรผันตามขนาดของสถานประกอบการ ดังนี้

  • ลูกจ้าง 50 - 99 คน: มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน (นายจ้าง/ผู้แทนระดับบริหาร 1 คน, ผู้แทนระดับหัวหน้างาน 1 คน, ผู้แทนลูกจ้าง 2 คน, และ จป.เทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพเป็นเลขานุการ)
  • ลูกจ้าง 100 - 499 คน: มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 7 คน (นายจ้าง/ผู้แทนระดับบริหาร 1 คน, ผู้แทนระดับหัวหน้างาน 2 คน, ผู้แทนลูกจ้าง 3 คน, และ จป.วิชาชีพเป็นเลขานุการ)
  • ลูกจ้าง 500 คนขึ้นไป: มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 11 คน (นายจ้าง/ผู้แทนระดับบริหาร 1 คน, ผู้แทนระดับหัวหน้างาน 4 คน, ผู้แทนลูกจ้าง 5 คน, และ จป.วิชาชีพเป็นเลขานุการ)

หน้าที่ตามกฎหมายของ คปอ. มีอะไรบ้าง?

บทบาทของ คปอ. ไม่ใช่เพียงแค่การนั่งประชุมพิจารณาเอกสาร แต่มีหน้าที่เชิงรุกในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ตามกฎหมายล่าสุด คปอ. มีหน้าที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • สำรวจด้านความปลอดภัย: ตรวจสอบความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงอันตรายและสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย
  • เสนอแนะมาตรการปรับปรุง: เสนอแนะแนวทางแก้ไขและปรับปรุงสภาพการทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อนายจ้าง เพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง ผู้รับเหมา และบุคคลภายนอก
  • พิจารณาแผนงานและโครงการ: ร่วมจัดทำและพิจารณาแผนงานด้านความปลอดภัย รวมถึงแผนการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
  • รายงานและเสนอแนะแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ: เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน คปอ. ต้องร่วมวิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
  • ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรม: รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้แก่ลูกจ้างทุกระดับในองค์กร

แนวทางการจัดประชุม คปอ. ให้ถูกต้องและถูกกฎหมาย

การจัดประชุม คปอ. ไม่ใช่แค่การเรียกคนมานั่งคุยกัน แต่มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รายงานการประชุมมีผลบังคับใช้และไม่เกิดค่าปรับทางกฎหมาย ดังนี้

  • ความถี่ในการประชุม: กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุม คปอ. อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อติดตามงานและแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที
  • องค์ประชุม: การประชุมทุกครั้งต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด และต้องมีกรรมการฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างเข้าร่วมด้วย จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
  • การบันทึกรายงานการประชุม: ต้องจัดทำรายงานการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม ประเด็นที่หารือ มติที่ประชุม และกำหนดการประชุมครั้งถัดไปอย่างชัดเจน
  • การส่งรายงานและการเก็บรักษาเอกสาร: นายจ้างต้องส่งรายงานผลการดำเนินงานของ คปอ. (ตามแบบ สอ.3) ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเก็บรักษาเอกสารรายงานการประชุมไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อพร้อมรับการตรวจสอบจากพนักงานตรวจความปลอดภัย

สรุป: คปอ. หัวใจของการขับเคลื่อนความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานของ คปอ. ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้สถานประกอบการรอดพ้นจากการถูกปรับหรือดำเนินคดีทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในโรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ จป.วิชาชีพ และ HR การบริหารจัดการ คปอ. ให้มีประสิทธิภาพ ทำงานเชิงรุก และจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอตามที่กฎหมายกำหนด จะช่วยสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างผู้บริหารและพนักงาน ส่งผลให้องค์กรก้าวสู่การเป็นสถานประกอบการปลอดภัยและน่าทำงานอย่างยั่งยืน

แชร์บทความนี้: