การทำงานในที่อับอากาศ ข้อกำหนดตามกฎหมายที่ จป. และ HR ต้องรู้
การทำงานในที่อับอากาศ (Confined Spaces) ถือเป็นหนึ่งในงานที่มีความเสี่ยงอันตรายสูงที่สุดในภาคอุตสาหกรรม อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้มักรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และบ่อยครั้งที่ความสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือโดยขาดความรู้และอุปกรณ์ที่ถูกต้องด้วย สำหรับ จป. หัวหน้างาน และ HR ในโรงงาน การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหลีกเลี่ยงค่าปรับ แต่คือการรักษาชีวิตของเพื่อนร่วมงานทุกคน
นิยามของ "ที่อับอากาศ" ที่ต้องคัดกรองให้ชัดเจน
ตาม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ได้ให้นิยามของที่อับอากาศไว้ว่า หมายถึง ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัด และไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นที่ทำงานอย่างต่อเนื่องของลูกจ้าง และมีสภาพอันตรายหรือมีบรรยากาศอันตราย
ตัวอย่างพื้นที่อับอากาศที่พบบ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ถังหมัก, ถังเก็บสารเคมี, ไซโล, ท่อระบายน้ำ, บ่อบำบัดน้ำเสีย, และอุโมงค์ใต้ดิน จป. และหัวหน้างานต้องร่วมกันสำรวจและทำทะเบียนพื้นที่อับอากาศภายในโรงงาน พร้อมทั้งติดป้ายเตือน "อันตราย ที่อับอากาศ ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต" อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้พื้นที่
4 บทบาทหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษร
กฎหมายกำหนดให้การทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง ต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเจาะจง 4 ฝ่าย ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กฎหมายรับรอง และห้ามควบตำแหน่งที่ขัดต่อความปลอดภัย โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้
- ผู้อนุญาต (Authorizer): มีหน้าที่ประเมินความปลอดภัย ออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และสั่งหยุดงานทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ
- ผู้ควบคุมงาน (Supervisor): มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานให้เป็นไปตามแผนความปลอดภัย ตรวจสอบอุปกรณ์ และประสานงานกับทุกฝ่าย
- ผู้ช่วยเหลือ (Rescue Person): มีหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ที่ทางเข้าออกตลอดเวลา เตรียมพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิต และห้ามเข้าไปในที่อับอากาศเด็ดขาดเว้นแต่จะได้รับการฝึกฝนและมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
- ผู้ปฏิบัติงาน (Worker): มีหน้าที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) และรีบออกจากพื้นที่ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือนภัย
ขั้นตอนความปลอดภัยและระบบใบอนุญาตทำงาน (Permit to Work)
ก่อนเริ่มงานในที่อับอากาศทุกครั้ง นายจ้างต้องจัดให้มี ใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจสอบ เช่น ผลการตรวจวัดสภาพอากาศ (ปริมาณออกซิเจนต้องอยู่ระหว่าง 19.5% ถึง 23.5% และไม่มีก๊าซพิษหรือก๊าซไวไฟเกินมาตรฐาน) รายชื่อผู้ปฏิบัติงานทั้ง 4 ฝ่าย และมาตรการความปลอดภัยเฉพาะงาน
นอกจากนี้ ต้องจัดให้มีการระบายอากาศให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยตลอดเวลาที่ทำงาน มีการติดตั้งอุปกรณ์ตัดแยกพลังงาน (Lockout/Tagout) เพื่อป้องกันสารเคมีหรือพลังงานรั่วไหลไหลเข้ามาในขณะปฏิบัติงาน และต้องมีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยและการช่วยเหลือฉุกเฉินที่ซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
ข้อกำหนดด้านการฝึกอบรมที่ HR และ จป. ห้ามละเลย
หนึ่งในข้อกำหนดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือ การฝึกอบรม นายจ้างจะอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศได้ก็ต่อเมื่อลูกจ้างผู้นั้นผ่านการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด และต้องได้รับการฝึกอบรมทบทวนทุกๆ 5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือลักษณะงานที่แตกต่างไปจากเดิม
สำหรับ HR การบริหารจัดการประวัติการฝึกอบรม ใบรับรอง (Certificate) ของพนักงาน และผู้รับเหมา (Subcontractor) ถือเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยตลอดเวลา การปล่อยให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตหรือขาดการต่ออายุเข้าไปทำงาน มีโทษทางกฎหมายทั้งจำคุกและปรับอย่างรุนแรง
บทสรุปเพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน
การปฏิบัติตามกฎหมายที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ไม่ใช่เพียงแค่การทำเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย แต่เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมในสถานประกอบการ การที่ จป. ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด หัวหน้างานควบคุมงานอย่างใกล้ชิด และ HR จัดสรรการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน จะร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่แท้จริง ส่งผลให้โรงงานเดินหน้าผลิตได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยในทุกๆ วัน









