สมาร์ทเซฟตี้
เทคนิคยกของอย่างถูกวิธี ลดปวดหลังและสร้างความปลอดภัยในโรงงาน

เทคนิคยกของอย่างถูกวิธี ลดปวดหลังและสร้างความปลอดภัยในโรงงาน

  • Admin
  • จำนวนดู 1 ครั้ง

อาการปวดหลังจากการทำงาน (Back Pain) หรือกลุ่มโรคทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ (MSDs) เป็นปัญหาเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มแรงงานโรงงานอุตสาหกรรม การยก ย้าย วัสดุสิ่งของด้วยมือที่ไม่ถูกวิธี ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพของพนักงาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและอัตราการลางานขององค์กรด้วย ดังนั้น การส่งเสริมความรู้เรื่องการยศาสตร์ (Ergonomics) และการยกของอย่างถูกวิธี จึงเป็นหน้าที่สำคัญของ จป. หัวหน้างาน และฝ่าย HR ที่ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการ

กฎหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการยกของหนักที่ต้องรู้

ตาม กฎกระทรวงกำหนดอัตราน้ำหนักที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานยก แบก หาม หาบ ทูน ก้ม หรือลากดิน พ.ศ. 2547 ได้มีการกำหนดเกณฑ์น้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตให้ลูกจ้างยกคนเดียวโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตรายต่อกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อ ดังนี้

  • ลูกจ้างหญิง: กำหนดให้ยกหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม
  • ลูกจ้างชาย: กำหนดให้ยกหนักไม่เกิน 55 กิโลกรัม
  • เด็กหญิง (อายุ 15-18 ปี): กำหนดให้ยกหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม
  • เด็กชาย (อายุ 15-18 ปี): กำหนดให้ยกหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม

หากสิ่งของมีน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ช่วยทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถยก (Forklift) หรือจัดให้มีพนักงานช่วยกันยกมากกว่า 1 คนขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงาน

5 ขั้นตอนการยกของด้วยมืออย่างปลอดภัย

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการยกของสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการฝึกอบรมและรณรงค์ให้พนักงานปฏิบัติตามหลักสรีรศาสตร์ 5 ขั้นตอน ดังนี้

  • 1. ประเมินน้ำหนักและวางแผน: ก่อนยกทุกครั้งต้องประเมินน้ำหนักของวัตถุ หากหนักเกินไปให้หาผู้ช่วยหรือใช้เครื่องทุ่นแรง ตรวจสอบเส้นทางเดินว่าไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่ลื่น
  • 2. ยืนชิดและตั้งท่าให้มั่นคง: ยืนให้เท้าทั้งสองข้างห่างกันประมาณช่วงไหล่ โดยให้เท้าข้างหนึ่งอยู่เยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อการทรงตัวที่ดี และยืนให้ชิดกับวัตถุที่จะยกมากที่สุด
  • 3. ย่อเข่าหลังตรง: ห้ามก้มหลังเด็ดขาด ให้ใช้วิธีย่อเข่าลงคล้ายท่าสควอท (Squat) โดยรักษาแนวของกระดูกสันหลังให้ตรงตามธรรมชาติ การทำเช่นนี้จะช่วยส่งแรงยกมาจากกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกซึ่งมีความแข็งแรงกว่ากล้ามเนื้อหลัง
  • 4. จับวัตถุให้กระชับและแนบชิดลำตัว: ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างจับวัตถุให้แน่น ไม่ใช้เพียงปลายนิ้ว ดึงวัตถุเข้ามาแนบชิดกับหน้าอกหรือหน้าท้อง เพื่อลดแรงเหวี่ยงและแรงกดทับที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง
  • 5. ยืดตัวขึ้นด้วยกำลังขา: ใช้แรงจากกล้ามเนื้อขาในการดันตัวขึ้นช้าๆ โดยรักษาแผ่นหลังให้ตรงตลอดเวลา ขณะยกและเคลื่อนย้ายห้ามบิดหมุนลำตัว หากต้องการเปลี่ยนทิศทางให้ใช้วิธีก้าวเท้าและหมุนไปทั้งตัว

บทบาทของ จป. หัวหน้างาน และ HR ในการป้องกันการบาดเจ็บ

การลดสถิติการบาดเจ็บจากการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงระบบจากบุคคล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR): มีบทบาทสำคัญในการจัดหลักสูตรอบรมด้านความปลอดภัยและการยศาสตร์ให้แก่พนักงานใหม่อย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเริ่มงาน (Warm-up) เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.วิชาชีพ): ต้องหมั่นตรวจประเมินหน้างาน (Ergonomic Risk Assessment) วิเคราะห์ท่าทางการทำงานของพนักงานเพื่อชี้บ่งอันตราย และเสนอแนะแก่นายจ้างในการปรับปรุงสถานีงาน (Workstation) เช่น การปรับระดับความสูงของโต๊ะทำงานให้เหมาะสม

หัวหน้างาน (Supervisor): เป็นผู้ควบคุมดูแลหน้างานอย่างใกล้ชิด ต้องคอยสอดส่องและตักเตือนเมื่อเห็นพนักงานยกของผิดวิธี พร้อมทั้งบริหารจัดการสลับหมุนเวียนหน้าที่ (Job Rotation) เพื่อลดความล้าสะสมของกล้ามเนื้อจากการทำงานซ้ำๆ

บทสรุป

การยกของอย่างถูกวิธีตามหลักการยศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจและการฝึกฝนจนเป็นสุขนิสัย การปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดน้ำหนักและการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในองค์กร จะช่วยลดสถิติการบาดเจ็บของพนักงานได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยให้โรงงานขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างราบรื่น ปราศจากอุบัติเหตุจากการทำงาน

แชร์บทความนี้: