สมาร์ทเซฟตี้
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในโรงงาน สิ่งที่หัวหน้างานควรทำได้เพื่อลดความสูญเสีย

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในโรงงาน สิ่งที่หัวหน้างานควรทำได้เพื่อลดความสูญเสีย

  • Admin
  • จำนวนดู 1 ครั้ง

ในสถานประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรม อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยไม่คาดคิด แม้จะมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติงานมากที่สุดและสามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุดก็คือ หัวหน้างาน (Supervisor) ดังนั้น ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ความรู้เสริม แต่เป็นทักษะวิชาชีพที่สำคัญในการช่วยชีวิต ลดความรุนแรงของบาดแผล และป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร

1. กฎหมายและบทบาทหน้าที่ของหัวหน้างานในการปฐมพยาบาล

ตามกฎกระทรวงการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์การปฐมพยาบาล และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ประจำสถานประกอบการ นอกจากนี้ บทบาทของหัวหน้างานตามกฎหมายยังต้องคอยกำกับดูแลให้ลูกจ้างทำงานอย่างปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หัวหน้างานคือผู้ควบคุมสถานการณ์คนแรก (First Responder) ที่ต้องประเมินความเสี่ยงและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกต้อง ก่อนส่งต่อผู้ป่วยให้ทีมแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ต่อไป

2. ทักษะการปฐมพยาบาล 4 เหตุฉุกเฉินยอดฮิตในโรงงาน

หัวหน้างานควรมีความรู้และฝึกฝนการปฏิบัติตามสถานการณ์เสี่ยงที่มักพบในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนี้

  • บาดแผลฉกรรจ์และเลือดไหลมาก: ให้ใช้ผ้าสะอาดกดลงบนบาดแผลโดยตรง (Direct Pressure) ห้ามยกเลิกการกดจนกว่าเลือดจะหยุด หากเลือดซึมผ่านผ้า ให้วางผ้าชิ้นใหม่ทับลงไปโดยไม่ต้องถอดผ้าชิ้นแรกออก และยกอวัยวะที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจหากไม่มีกระดูกหัก
  • สารเคมีสัมผัสผิวหนังหรือเข้าตา: ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านเป็นเวลาอย่างน้อย 15-20 นาทีทันที ห้ามใช้สารเคมีอื่นมาล้างเพื่อหวังสะเทินฤทธิ์ พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (SDS) เพื่อส่งต่อข้อมูลให้แพทย์
  • กระแสไฟฟ้าดูด: ตัดกระแสไฟฟ้าระดับเมนหลักก่อนเสมอ ห้ามแตะต้องตัวผู้ประสบเหตุด้วยมือเปล่าขณะที่ยังมีกระแสไฟ ให้ใช้วัสดุที่เป็นฉนวน เช่น ไม้แห้ง เพื่อแยกผู้บาดเจ็บออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า
  • ภาวะหมดสติและหยุดหายใจ: ประเมินการตอบสนอง หากไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจ ให้โทรแจ้งหน่วยกู้ชีพ (1669) หรือทีมฉุกเฉินในโรงงานทันที แล้วเริ่มทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ร่วมกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี

3. ขั้นตอนการประเมินสถานการณ์ตามหลัก 3C

การปฐมพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย หัวหน้างานต้องจดจำและปฏิบัติตามหลักการประเมินสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • Check (ตรวจเช็ก): เช็กความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ (Site Safety) ก่อนเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้ประสบเหตุรายต่อไป จากนั้นเช็กระดับสติปัญญาและการหายใจของผู้บาดเจ็บ
  • Call (เรียกขอความช่วยเหลือ): ตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน แจ้ง จป.วิชาชีพ ฝ่าย HR หรือโทรสายด่วน 1669 โดยแจ้งสถานที่ รายละเอียดเหตุการณ์ จำนวนผู้บาดเจ็บ และอาการเบื้องต้นให้ชัดเจน
  • Care (ให้การดูแล): ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามอาการอย่างถูกต้อง ระหว่างรอทีมแพทย์มาถึง และคอยสังเกตสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง

4. การดูแลและตรวจสอบตู้ยาปฐมพยาบาลประจำแผนก

นอกจากการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุแล้ว งานเชิงป้องกันและเตรียมความพร้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน หัวหน้างานร่วมกับฝ่าย HR และ จป. ควรดูแลตู้ยาปฐมพยาบาล (First Aid Kit) ในพื้นที่ของตนเอง โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • ตรวจสอบสภาพพร้อมใช้งาน: ตรวจเช็กอุปกรณ์และยาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และอัปเดตรายการยาที่หมดอายุทุกเดือน
  • ตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย: จัดตั้งตู้ยาในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน เข้าถึงสะดวก ไม่มีสิ่งของวางกีดขวาง และมีแสงสว่างเพียงพอ
  • บันทึกการใช้งาน: ทำระบบบันทึกการเบิกใช้ยาและอุปกรณ์ เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์แนวโน้มอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในแผนก

สรุป

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในสถานประกอบการไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเท่านั้น แต่เป็นทักษะสำคัญที่หัวหน้างานทุกคนต้องปฏิบัติได้จริง การที่หัวหน้างานมีความรู้ ความเข้าใจ และได้รับการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงานในทีม และส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนภายในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

แชร์บทความนี้: