สมาร์ทเซฟตี้
จป.เทคนิค vs จป.วิชาชีพ ต่างกันอย่างไร โรงงานต้องมีแบบไหน

จป.เทคนิค vs จป.วิชาชีพ ต่างกันอย่างไร โรงงานต้องมีแบบไหน

  • Admin
  • จำนวนดู 1 ครั้ง

ในสถานประกอบกิจการหรือโรงงานอุตสาหกรรม คำว่า จป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรโดยเฉพาะฝ่าย HR และผู้บริหารยังคงสับสนระหว่าง จป.เทคนิค และ จป.วิชาชีพ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร มีเงื่อนไขการจ้างงานแบบใด และโรงงานของเราเข้าข่ายต้องมี จป. ประเภทไหนกันแน่ ตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565

1. ทำความเข้าใจบทบาท: จป.เทคนิค และ จป.วิชาชีพ คือใคร?

แม้ทั้งสองตำแหน่งจะมีเป้าหมายเดียวกันคือการดูแลให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในโรงงาน แต่ระดับความเชี่ยวชาญและบทบาททางกฎหมายนั้นต่างกันอย่างชัดเจน

จป.เทคนิค คือ บุคลากรที่ทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านความปลอดภัย มุ่งเน้นการตรวจปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิค ตรวจสอบเครื่องจักร อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมการทำงานเบื้องต้น มักเป็นบุคลากรระดับปฏิบัติการหรือเทคนิคที่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตของโรงงานนั้นๆ เป็นอย่างดี

จป.วิชาชีพ คือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบความปลอดภัยในภาพรวม วางนโยบาย ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก วิเคราะห์สาเหตุอุบัติเหตุ และเป็นผู้แทนองค์กรในการประสานงานกับหน่วยงานราชการตามที่กฎหมายกำหนด

2. คุณสมบัติและการฝึกอบรมที่แตกต่างกัน

คุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ดังนี้

  • จป.เทคนิค: ต้องสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร จป.เทคนิค ตามระยะเวลาและเกณฑ์ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด หรือเคยเป็น จป.หัวหน้างาน ที่ผ่านการอบรมยกระดับตามเงื่อนไขกฎหมาย
  • จป.วิชาชีพ: ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือเทียบเท่าตามที่ราชการรับรอง หรือสำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่นร่วมกับการผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร จป.วิชาชีพ และมีประสบการณ์ทำงานด้านความปลอดภัยตามเงื่อนไขเฉพาะที่กฎหมายกำหนดไว้

3. เปิดเกณฑ์กฎหมาย: โรงงานของคุณต้องมี จป. ประเภทไหน?

การพิจารณาว่าสถานประกอบกิจการต้องแต่งตั้ง จป. ประเภทใดนั้น ให้พิจารณาจาก ประเภทกิจการ (ตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวง) และ จำนวนลูกจ้าง เป็นหลัก

สำหรับสถานประกอบกิจการตาม บัญชี 2 (เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป การผลิต การขนส่ง):

  • มีลูกจ้าง 20 - 49 คน: กฎหมายบังคับให้ต้องมี จป.เทคนิค อย่างน้อย 1 คน (หรือสามารถใช้ จป.เทคนิคขั้นสูง หรือ จป.วิชาชีพ แทนได้)
  • มีลูกจ้าง 50 - 99 คน: ต้องมี จป.เทคนิคขั้นสูง อย่างน้อย 1 คน
  • มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป: กฎหมายบังคับให้ต้องมี จป.วิชาชีพ อย่างน้อย 1 คน ทำหน้าที่ประจำเต็มเวลา

หมายเหตุ: หากเป็นสถานประกอบกิจการตาม บัญชี 1 (เช่น เหมืองแร่ แท่นขุดเจาะ โรงกลั่นน้ำมัน หรือเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่) กฎหมายบังคับให้ต้องมี จป.วิชาชีพ ตั้งแต่มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปทันที เนื่องจากเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงอันตรายสูงมาก

4. ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบในสถานประกอบกิจการ

ขอบเขตงานของ จป. ทั้งสองระดับมีความเกี่ยวเนื่องกันแต่มีระดับความเข้มข้นและความรับผิดชอบต่างกัน ดังนี้

  • หน้าที่ของ จป.เทคนิค: ตรวจสอบการปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัย, ตรวจสภาพเครื่องจักร อุปกรณ์ และพื้นที่ทำงาน, ช่วยเหลือ จป.วิชาชีพ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย, รวบรวมข้อมูลการประสบอันตราย และแนะนำข้อปฏิบัติที่ถูกต้องแก่พนักงาน
  • หน้าที่ของ จป.วิชาชีพ: ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Risk Assessment), จัดทำแผนงานและนโยบายอาชีวอนามัยประจำปี, สอบสวนอุบัติเหตุร้ายแรง, จัดทำรายงานส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, ตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน และให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการลงทุนด้านความปลอดภัย

5. สรุปแนวทางสำหรับ HR และผู้บริหารในการเลือกใช้ จป. ให้ถูกต้อง

การจัดให้มี จป.เทคนิค หรือ จป.วิชาชีพ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงโทษปรับและข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการเจ็บป่วย การบาดเจ็บ และอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างยั่งยืน ฝ่าย HR ควรเริ่มจากการตรวจสอบประเภทกิจการของตนเองตามบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 และนับจำนวนลูกจ้างปัจจุบัน หากองค์กรมีลูกจ้าง 20-49 คน จป.เทคนิค คือขั้นต่ำที่ต้องมี แต่หากมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จำเป็นต้องสรรหา จป.วิชาชีพ ประจำการเต็มเวลา เพื่อให้การบริหารจัดการความปลอดภัยในโรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

แชร์บทความนี้: