สมาร์ทเซฟตี้
ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) งานเสี่ยงแบบไหนที่ต้องขอตามกฎหมาย

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) งานเสี่ยงแบบไหนที่ต้องขอตามกฎหมาย

  • Admin
  • จำนวนดู 11 ครั้ง

ในการทำงานภายในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบกิจการ ระบบใบอนุญาตทำงาน หรือ Permit to Work (PTW) ถือเป็นมาตรการควบคุมความปลอดภัยขั้นสำคัญที่ใช้กลั่นกรองและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนเริ่มปฏิบัติงานอันตราย หลายคนอาจสงสัยว่างานลักษณะใดบ้างที่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยของไทย และองค์กรควรมีแนวทางจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

1. งานในที่อับอากาศ (Confined Space Work)

งานในที่อับอากาศเป็นหนึ่งในงานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2564 นายจ้างต้องจัดให้มีระบบขออนุญาตก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปทำงานทุกครั้ง ลักษณะงานที่ต้องขอใบอนุญาต ได้แก่ งานทำความสะอาด ตรวจสอบ หรือซ่อมบำรุงภายในถังบรรจุสารเคมี ไซโล อุโมงค์ ท่อระบายน้ำ ถังใต้ดิน หรือห้องใต้ดินที่มีทางเข้าออกจำกัดและการระบายอากาศไม่เพียงพอ โดยการออกใบอนุญาตต้องมีการวัดระดับออกซิเจนให้อยู่ระหว่าง 19.5% ถึง 23.5% ตรวจสอบก๊าซพิษและก๊าซติดไฟ พร้อมจัดให้มีผู้เฝ้าระวังประจำหน้างานตลอดเวลา

2. งานที่ก่อให้เกิดความร้อนและประกายไฟ (Hot Work)

งาน Hot Work คือการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิดสูงมาก โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่ที่มีสารระเหยง่าย วัตถุไวไฟ หรือสารเคมีอันตราย ตัวอย่างงานที่ต้องออกใบอนุญาตทำงาน ได้แก่ งานเชื่อมโลหะ งานตัดโลหะด้วยแก๊สหรือไฟฟ้า งานเจียรเหล็ก การใช้หัวพ่นไฟ และงานที่ทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ กฎหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัยกำหนดให้นายจ้างต้องตรวจสอบพื้นที่ เคลียร์วัตถุไวไฟในระยะอย่างน้อย 11 เมตร จัดเตรียมผ้าทนไฟและอุปกรณ์ดับเพลิงสำรอง พร้อมทั้งจัดให้มีผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watcher) และทำใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มงานเสมอ

3. งานที่สูง (Work at Heights)

การตกจากที่สูงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในโรงงานอุตสาหกรรม ตามกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับก่อสร้างและนั่งร้าน กำหนดให้นายจ้างต้องควบคุมดูแลการทำงานบนที่สูงอย่างเคร่งครัด งานที่ปฏิบัติบนความสูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป จากพื้นดินหรือพื้นอาคาร เช่น งานซ่อมบำรุงบนหลังคา งานติดตั้งโครงสร้างเหล็ก งานทาสีบนนั่งร้าน งานขึ้นเสาไฟฟ้า หรือการใช้กระเช้ายกตัว (Boom Lift/Scissor Lift) จะต้องทำการประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันการตก เช่น เข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัว (Full Body Harness) สายช่วยชีวิต (Lifeline) ตรวจสอบป้ายอนุญาตใช้นั่งร้าน และต้องได้รับอนุมัติใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มปฏิบัติงานทุกครั้ง

4. งานเกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูง งานขุดเจาะ และงานตัดแยกพลังงาน

การทำงานกับระบบไฟฟ้าแรงสูง หรืองานซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่มีพลังงานสะสม จำเป็นต้องมีระบบใบอนุญาตทำงานเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด หรือการเปิดเครื่องจักรโดยไม่ได้ตั้งใจ งานประเภทนี้รวมถึงการทำงานเกี่ยวกับตู้ควบคุมไฟฟ้าแรงสูง งานขุดเจาะดินลึกเกิน 1.5 เมตรที่อาจกระทบสายไฟหรือท่อก๊าซใต้ดิน และงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ต้องใช้มาตรการ Lockout/Tagout (LOTO) เพื่อตัดแยกพลังงานไฟฟ้า พลังงานลม หรือพลังงานไฮดรอลิก การออกใบอนุญาตเป็นการยืนยันว่าได้ทำการปลดพลังงาน ตรวจสอบสภาวะพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy State) และทดสอบระบบความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

5. บทบาทของ จป. หัวหน้างาน และ HR ในการขับเคลื่อนระบบ Work Permit

ระบบ Work Permit จะบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการประสานงานและบทบาทที่ชัดเจนจาก 3 กลุ่มหลักในองค์กร:

  • เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.): มีหน้าที่จัดทำแบบฟอร์มใบอนุญาต ตรวจสอบขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง (JSA) ให้คำแนะนำเทคนิคความปลอดภัย และลงพื้นที่สุ่มตรวจการทำงานจริงว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตหรือไม่
  • หัวหน้างานและผู้อนุมัติการทำงาน (Supervisor/Approver): เป็นผู้ตรวจสอบสภาพหน้างานร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน ตรวจความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ PPE และอนุมัติการทำงาน รวมถึงควบคุมดูแลให้สั่งหยุดงานทันทีหากพบสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
  • ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR): มีบทบาทในการสื่อสารกฎระเบียบบริษัท จัดหลักสูตรอบรมความปลอดภัยตามกฎหมายแก่พนักงานใหม่และผู้รับเหมา ควบคุมการเข้าออกพื้นที่ และกำกับดูแลใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว (Work Permit ตามกฎหมายแรงงาน) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุป

ระบบใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ไม่ใช่เพียงแค่เอกสารขั้นตอนทางธุรการที่สร้างความยุ่งยาก แต่เป็นเครื่องมือบริหารความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินขององค์กร กฎหมายไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่างานเสี่ยงอันตราย ทั้งงานที่อับอากาศ งานความร้อน งานที่สูง และงานไฟฟ้า ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและขออนุญาตก่อนเริ่มงานทุกครั้ง การที่ จป. หัวหน้างาน และ HR ร่วมมือกันกำกับดูแล บังคับใช้ระบบใบอนุญาตทำงานอย่างรัดกุม ตรวจสอบอย่างจริงจัง และฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอุบัติเหตุร้ายแรงให้เป็นศูนย์ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงานอย่างยั่งยืน

แชร์บทความนี้: