เสียงดังในโรงงาน เกินเท่าไหร่ผิดกฎหมาย และข้อปฏิบัติที่ จป. ต้องรู้
ปัญหาเสียงดังในโรงงานอุตสาหกรรมถือเป็นหนึ่งในอันตรายแฝงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มักส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนทำงานอย่างถาวร หากนายจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เพียงแต่ลูกจ้างจะเสี่ยงต่อการหูตึงหรือหูหนวกจากการทำงาน แต่สถานประกอบการยังมีความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายความปลอดภัย และต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย
กฎหมายไทยกำหนดระดับเสียงดังในโรงงานไว้เท่าไหร่?
ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ได้กำหนดเกณฑ์ระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับอย่างชัดเจน ดังนี้
- ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง: ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานต้องไม่เกิน 85 เดซิเบลเอ (dBA)
- ทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง: ต้องลดระดับเสียงลงตามระยะเวลาการทำงาน เช่น ทำงาน 12 ชั่วโมง ระดับเสียงเฉลี่ยต้องไม่เกิน 83 เดซิเบลเอ
- ระดับเสียงสูงสุด (Peak Level): ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ห้ามให้ลูกจ้างได้รับเสียงดังเกิน 115 เดซิเบลเอ สำหรับเสียงดังต่อเนื่อง และห้ามเกิน 140 เดซิเบลอิมพัลส์ สำหรับเสียงดังกระทบหรือเสียงกระแทก
หากสถานประกอบการมีระดับเสียงเกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าว นายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยินของลูกจ้าง
เมื่อระดับเสียงดังเกินเกณฑ์ กฎหมายบังคับให้โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อพบว่าระดับเสียงในพื้นที่ทำงานเกิน 85 เดซิเบลเอ นายจ้าง จป. และทีมบริหาร ต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ ดังต่อไปนี้
- 1. จัดทำโครงการอนุรักษ์การยิน (Hearing Conservation Program): ในกรณีที่ระดับเสียงเฉลี่ยในพื้นที่ทำงาน 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป โรงงานต้องจัดทำโครงการอนุรักษ์การยินเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งครอบคลุมทั้งนโยบาย การตรวจวัด การควบคุม และการอบรมให้ความรู้
- 2. ควบคุมและลดระดับเสียงที่แหล่งกำเนิด: ใช้มาตรการทางวิศวกรรมเป็นลำดับแรก เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียง หรือการกั้นห้องแยกเครื่องจักรเสียงดังออกจากพื้นที่ทำงาน
- 3. การบริหารจัดการเวลาทำงาน: หากไม่สามารถลดเสียงที่แหล่งกำเนิดได้ ต้องใช้วิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนกะการทำงาน เพื่อลดระยะเวลาที่ลูกจ้างต้องสัมผัสเสียงดังให้เป็นไปตามมาตรฐาน
- 4. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE): จัดหาปลั๊กลดเสียง (Earplugs) หรือครอบหูลดเสียง (Earmuffs) ที่มีค่าการลดเสียงเหมาะสมกับระดับเสียงในพื้นที่ และบังคับให้ลูกจ้างสวมใส่อย่างถูกต้องตลอดเวลาทำงาน
- 5. ตรวจสมรรถภาพการยิน (Audiometric Test): จัดให้มีการตรวจสมรรถภาพการได้ยินแก่ลูกจ้างที่ทำงานในสภาวะเสียงดังอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และจัดทำสมุดประวัติการตรวจไว้เป็นหลักฐาน
บทบาทของ จป. หัวหน้างาน และ HR ในการจัดการปัญหาเสียงดัง
การแก้ไขปัญหาเสียงดังในโรงงานจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่ายสำคัญ ดังนี้
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.วิชาชีพ): มีหน้าที่ประสานงานตรวจวัดระดับเสียง วางแผนจัดทำโครงการอนุรักษ์การยิน เลือกสรรอุปกรณ์ PPE ที่ได้มาตรฐาน และประเมินผลกระทบทางสุขภาพของพนักงานร่วมกับแพทย์อาชีวอนามัย
หัวหน้างาน (Supervisors): มีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลให้พนักงานสวมใส่อุปกรณ์ลดเสียงอย่างถูกวิธี สังเกตความผิดปกติของเครื่องจักรที่อาจส่งเสียงดังผิดปกติ และบริหารจัดสรรเวลาทำงานของลูกจ้างให้เป็นไปตามแผนความปลอดภัย
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR): รับผิดชอบการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องอันตรายจากเสียงดังแก่พนักงานใหม่และพนักงานปัจจุบัน จัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง และประสานงานส่งต่อพนักงานที่มีผลการได้ยินผิดปกติเข้ารับการรักษาหรือเปลี่ยนย้ายลักษณะงานอย่างเหมาะสม
สรุปแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัย
การควบคุมระดับเสียงดังในโรงงานอุตสาหกรรมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 85 เดซิเบลเอตลอดการทำงาน 8 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยอย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นการปกป้องทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร การทำงานร่วมกันระหว่าง จป. หัวหน้างาน และ HR ในการตรวจวัดเสียง ปรับปรุงสภาพแวดล้อม จัดหาอุปกรณ์ป้องกัน และตรวจสมรรถภาพการได้ยินอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียการยิน และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนในโรงงานได้อย่างแท้จริง









