ซ้อมแผนกราดยิง หนี ซ่อน สู้ (Run Hide Fight) — คู่มือรับมือเหตุกราดยิง

เหตุกราดยิงไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเวลาตัดสินใจสั้นกว่าภัยทุกประเภท — รวมทุกเรื่องที่ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน ต้องรู้เกี่ยวกับ การเอาตัวรอดเหตุกราดยิง ตามหลัก หนี ซ่อน สู้ พร้อมหลักสูตรฝึกอบรมและซ้อมแผนถึงสถานที่จริงของท่าน

อบรม 6 ชั่วโมง (1 วัน) 30 ท่าน/รุ่น มีวุฒิบัตร อ้างอิง UNDSS
ขอใบเสนอราคาอบรมกราดยิง ฟรี

ทำไมโรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัท ต้องซ้อมแผนกราดยิง?

เหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้า เหตุระเบิดในที่สาธารณะ และความรุนแรงในสถานที่ทำงาน เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย และทุกครั้งเกิดในสถานที่ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้ภัยประเภทนี้ต่างจากอัคคีภัยหรือแผ่นดินไหวคือ ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเวลาที่ใช้ตัดสินใจสั้นกว่ามาก ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงพบว่าคนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะสาเหตุที่ป้องกันได้ด้วยการฝึก

ยืนนิ่ง
เสียเวลาไปกับการทำความเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินคืออะไร แทนที่จะเคลื่อนที่ทันที
มุมอับ
วิ่งตามฝูงชนไปรวมกันในจุดที่ไม่มีทางออกที่สอง
เสียเลือด
บาดเจ็บรุนแรงแล้วไม่มีใครห้ามเลือดเป็น ก่อนหน่วยแพทย์เข้าถึงพื้นที่
แผนที่ไม่เคยซ้อม มักใช้ไม่ได้จริงเมื่อเกิดเหตุ — การมีเอกสารแผนเผชิญเหตุเก็บไว้ในแฟ้มไม่ได้ช่วยอะไรถ้าไม่มีใครเคยลงมือทำจริง การฝึกทำให้ร่างกายตัดสินใจได้เองในวินาทีที่สมองยังตกใจอยู่

หนี ซ่อน สู้ (Run · Hide · Fight) คืออะไร

หนี ซ่อน สู้ คือลำดับการตัดสินใจสากลเมื่อเจอเหตุคนร้ายกราดยิง มีต้นทางจาก U.S. Department of Homeland Security และ FBI และถูกใช้ฝึกรับมือเหตุ Active Shooter ทั่วโลก จุดสำคัญคือทั้งสามอย่างนี้ ไม่ใช่ทางเลือกที่เท่ากัน แต่เป็นลำดับความสำคัญ

ลำดับที่ 1

หนี

Run — ทางเลือกแรกเสมอ

ถ้ามีทางออกที่ปลอดภัย ให้ออกจากพื้นที่ทันที ไม่ต้องเก็บสิ่งของ ไม่ต้องรอให้แน่ใจ นี่คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ลำดับที่ 2

ซ่อน

Hide — เมื่อออกไม่ได้

หาที่กำบังที่กันกระสุนได้จริง ล็อกและปิดกั้นประตู ปิดไฟ ปิดเสียงโทรศัพท์ หลบต่ำ และอยู่เงียบ

ลำดับที่ 3

สู้

Fight — ทางเลือกสุดท้าย

เฉพาะเมื่อชีวิตอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้าและไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น ใช้สิ่งของรอบตัว ลงมือพร้อมกันเป็นกลุ่ม

สิ่งที่ต้องทำก่อนทั้งสามข้อ คือ "ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง" — ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่คือหยุดนิ่งเพื่อประมวลผลว่าเสียงนั้นคือประทัด เสียงของตก หรือเสียงปืน ช่วงเวลานี้เองที่กินเวลามีค่าที่สุดไป

หนี (Run) — ทำอย่างไรให้รอด

การหนีคือทางเลือกที่ให้อัตรารอดสูงที่สุด แต่ต้องหนีอย่างมีหลักการ ไม่ใช่วิ่งตามคนอื่น

  • ตัดสินใจในวินาทีแรก — ถ้าได้ยินเสียงที่คล้ายเสียงปืน ให้ถือว่าใช่ไว้ก่อนแล้วเคลื่อนที่ ปลอดภัยกว่าการยืนรอความแน่ใจ
  • ไม่เก็บสิ่งของ — กระเป๋า โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ที่วางอยู่ไกลตัว ไม่คุ้มกับวินาทีที่เสียไป
  • เลี่ยงเส้นทางเดียวกับฝูงชน — ทางออกหลักมักแออัดจนเคลื่อนที่ไม่ได้ ควรรู้ทางออกสำรองของอาคารไว้ล่วงหน้า
  • ทิ้งสัมภาระให้พ้นมือ — เมื่อออกไปแล้วต้องยกมือให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่มีอาวุธ
  • นำผู้อื่นไปด้วยเท่าที่ทำได้ — บอกทางกับคนที่ยังไม่รู้ตัว แต่ไม่หยุดรอคนที่ปฏิเสธจะไป เพราะจะทำให้ตัวเองเสี่ยงเพิ่ม
  • ออกไปแล้วอย่ากลับเข้าไปอีก — และอย่าหยุดอยู่หน้าทางออก ให้เคลื่อนออกไปให้ไกลและหาที่กำบัง

ซ่อน (Hide) — ที่กำบัง ไม่ใช่แค่ที่บังสายตา

ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดของการซ่อนคือ การคิดว่า "คนร้ายมองไม่เห็นเรา = เราปลอดภัย" ในความเป็นจริงต้องแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัด

เปรียบเทียบที่กำบัง (Cover)ที่บังสายตา (Concealment)
ความหมายหยุดกระสุนได้จริงแค่ทำให้มองไม่เห็น กระสุนทะลุได้
ตัวอย่างผนังคอนกรีต เสาอาคาร ตู้เหล็กหนา เครื่องจักรขนาดใหญ่ผนังเบา โต๊ะไม้ ม่าน พาร์ทิชันกั้นโต๊ะ
ใช้เมื่อไรเลือกเป็นอันดับแรกเสมอใช้ได้เมื่อไม่มีที่กำบัง แต่ต้องรู้ว่ายังเสี่ยง

เมื่อเลือกจุดซ่อนได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือ

  • ล็อกประตู และปิดกั้นด้วยเฟอร์นิเจอร์หนัก — ประตูที่ล็อกอย่างเดียวอาจถูกงัดได้
  • ปิดไฟในห้อง หลบให้ต่ำ และอยู่ห่างแนวประตูและหน้าต่าง ไม่ใช่หลบหลังประตูโดยตรง
  • ปิดเสียงโทรศัพท์ ไม่ใช่แค่ตั้งสั่น — เสียงสั่นบนโต๊ะดังพอที่จะเผยตำแหน่ง
  • อยู่เงียบและไม่เปิดประตูให้ใครจนกว่าเจ้าหน้าที่จะยืนยันตัวตน
  • ถ้าอยู่กันหลายคน กระจายตัวไม่ให้รวมกลุ่มในแนวเดียวกัน

สู้ (Fight) — ทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น

การเข้าขัดขวางผู้ก่อเหตุ ไม่ใช่สิ่งที่ควรเลือกทำถ้ายังมีทางอื่น หลักสูตรนี้สอนเรื่องนี้ในฐานะทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้า หนีไม่ได้และซ่อนไม่ได้แล้วเท่านั้น

  • ลงมือพร้อมกันเป็นกลุ่ม ได้ผลกว่าคนเดียวมาก และต้องลงมืออย่างเด็ดขาดไม่ลังเลกลางคัน
  • ใช้สิ่งของรอบตัว เช่น ถังดับเพลิง เก้าอี้ กระเป๋าหนัก และใช้จังหวะที่ผู้ก่อเหตุเสียสมาธิ
  • เข้าใจข้อจำกัดทางกฎหมาย เรื่องการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลักสูตรอธิบายไว้ชัดเจน
หลักสูตรนี้ ไม่ใช่การฝึกต่อสู้หรือการใช้อาวุธ แต่เป็นการฝึกตัดสินใจและเอาตัวรอด เป้าหมายคือให้ผู้เข้าอบรมกลับบ้านได้ ไม่ใช่ให้เข้าไปเผชิญหน้า

แจ้งเหตุอย่างไร และปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง

ข้อมูลที่ต้องแจ้งทันที

  • ตำแหน่ง — อาคาร ชั้น โซน ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่รู้
  • จำนวนผู้ก่อเหตุ และลักษณะรูปพรรณเท่าที่เห็น
  • อาวุธที่ใช้ และทิศทางที่กำลังเคลื่อนไป
  • จำนวนผู้บาดเจ็บ และตำแหน่งที่อยู่

ถ้าพูดไม่ได้เพราะกำลังซ่อนอยู่ ให้ส่งข้อความแทน หรือเปิดสายทิ้งไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงในพื้นที่

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่

  • ยกมือให้เห็นตลอดเวลา กางนิ้วออก ไม่ถืออะไรไว้ในมือแม้แต่โทรศัพท์
  • ไม่วิ่งเข้าหา ไม่กอด ไม่ฉุดเจ้าหน้าที่ และไม่ชี้ด้วยมือถืออาวุธจำลอง
  • ทำตามคำสั่งทันทีโดยไม่ต่อรอง เจ้าหน้าที่ชุดแรกมีภารกิจหยุดผู้ก่อเหตุก่อน ไม่ใช่ช่วยผู้บาดเจ็บ
  • เคลื่อนออกไปในทิศทางที่เจ้าหน้าที่เข้ามา และแจ้งข้อมูลเมื่อออกไปถึงจุดปลอดภัย

ปฐมพยาบาลบาดแผลรุนแรง — ส่วนที่ช่วยชีวิตได้มากที่สุด

ในเหตุกราดยิง เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ปลอดภัยก่อนหน่วยแพทย์จะเข้าพื้นที่ได้ ช่วงเวลานั้นคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนเดียวที่ช่วยได้ และสาเหตุการเสียชีวิตที่ป้องกันได้มากที่สุดคือการเสียเลือด

  • การห้ามเลือดด้วยการกดโดยตรง และการใช้สายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) เมื่อกดไม่อยู่
  • การจัดการบาดแผลทะลุ และการดูแลทางเดินหายใจ
  • การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานด้วย CPR และ AED
  • การคัดแยกผู้บาดเจ็บเมื่อมีผู้ประสบเหตุจำนวนมาก และการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง

หากต้องการเจาะลึกเฉพาะทักษะนี้ ดูเพิ่มเติมที่หน้า ปฐมพยาบาลและ CPR เบื้องต้น

ปรับเนื้อหาตามกลุ่ม: โรงเรียน มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน

สถานที่ต่างกันมีข้อจำกัดต่างกัน หลักสูตรจึงปรับสถานการณ์จำลองให้ตรงกับผังอาคารและลักษณะคนในพื้นที่ของแต่ละกลุ่ม

🏫

โรงเรียน

เด็กตัดสินใจเองได้จำกัด ครูจึงต้องรู้บทบาทล่วงหน้าว่าใครล็อกประตู ใครนับจำนวนนักเรียน ใครแจ้งเหตุ ซ้อมแยกตามช่วงเวลา ทั้งคาบเรียน พักกลางวัน และกิจกรรมรวมคน

🎓

มหาวิทยาลัย

พื้นที่กว้าง อาคารหลายหลัง คนเข้าออกอิสระ เน้นการแจ้งเตือนข้ามอาคาร การรู้ทางออกสำรองของอาคารที่ไม่คุ้นเคย และบทบาทของเจ้าหน้าที่หอพักกับ รปภ.

🏢

บริษัทเอกชน

เน้นความรุนแรงจากบุคคลภายในองค์กรซึ่งพบบ่อยกว่าที่คิด การสังเกตสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า บทบาทพนักงานต้อนรับและ รปภ. ที่เป็นด่านแรก และการสั่งการของผู้บริหารในภาวะวิกฤต

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีกฎหมายไทยที่ระบุชื่อ "อบรมกราดยิง" โดยตรง แต่มีหลายฉบับที่ทำให้การเตรียมพร้อมเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนายจ้างและหน่วยงาน

  • พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 16 — นายจ้างต้องจัดฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ครอบคลุมการเตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉินในสถานที่ทำงาน
  • พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 — นับภัยจากการก่อวินาศกรรมไว้ในขอบเขตของสาธารณภัย หน่วยงานจึงควรมีแผนเผชิญเหตุรองรับ
  • กฎกระทรวงฯ ว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 — ต้องจัดให้มีปัจจัยในการปฐมพยาบาลตามขนาดของสถานประกอบกิจการ
  • กฎกระทรวงฯ เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 — ส่วนของแผนอพยพและการฝึกซ้อม ใช้เป็นฐานต่อยอดไปสู่แผนเผชิญเหตุความรุนแรงได้

ดูกฎหมายความปลอดภัยฉบับเต็มได้ที่หน้า รวมกฎหมายความปลอดภัย ดาวน์โหลดฟรี

หลักสูตรอบรมซ้อมแผนกราดยิง แบบ In-House

หลักสูตร การเอาตัวรอดจากการก่อการร้าย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หลักสูตร การเอาตัวรอดจากการก่อการร้าย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
6 ชั่วโมง · จัดถึงสถานที่ของท่าน · มีวุฒิบัตร
ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรนี้อ้างอิงแนวทาง Preparing and Responding to Active Shooter Incidents ของ UNDSS (United Nations Department of Safety and Security) ปรับให้เข้ากับบริบทไทย ทั้งผังอาคาร ช่องทางแจ้งเหตุ และข้อกฎหมาย เน้นภาคปฏิบัติและการฝึกจำลองสถานการณ์ในสถานที่จริงของท่าน พร้อมถอดบทเรียนหลังฝึก

หลักสูตรที่มักจัดร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หนี ซ่อน สู้ (Run Hide Fight) คืออะไร?
หนี ซ่อน สู้ (Run · Hide · Fight) คือลำดับการตัดสินใจสากลเมื่อเจอเหตุคนร้ายกราดยิง เรียงตามลำดับความสำคัญ คือ หนี — ออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดเป็นทางเลือกแรกและปลอดภัยที่สุด, ซ่อน — เมื่อออกไม่ได้ ให้หาที่กำบังที่กันกระสุนได้จริง ปิดกั้นและล็อกประตู ปิดเสียงโทรศัพท์ และ สู้ — เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้าและไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น แนวทางนี้มีต้นทางจาก U.S. Department of Homeland Security และ FBI
เหตุกราดยิงในโรงเรียนหรือที่ทำงาน ควรทำอะไรก่อนในวินาทีแรก?
สิ่งที่ต้องทำก่อนคือ "ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง" แล้วเคลื่อนที่ทันที ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงพบว่าคนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะยืนนิ่งเพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงอะไร ถ้ามีทางออกที่ปลอดภัยให้หนีออกทันทีโดยไม่ต้องเก็บสิ่งของ ไม่วิ่งไปรวมกับฝูงชนในทางเดียว และถ้าหนีไม่ได้จึงเปลี่ยนไปหาที่กำบังและปิดกั้นตัวเอง
ซ่อนอย่างไรให้ปลอดภัยจริง ต่างจากการบังสายตาอย่างไร?
ที่กำบัง (cover) คือสิ่งที่หยุดกระสุนได้ เช่น ผนังคอนกรีต เสา ตู้เหล็กหนา ต่างจากที่บังสายตา (concealment) เช่น ผนังเบา โต๊ะไม้ ม่าน ซึ่งทำให้คนร้ายมองไม่เห็นแต่กระสุนทะลุได้ หลักปฏิบัติคือเลือกห้องที่ล็อกได้ ปิดกั้นประตูด้วยเฟอร์นิเจอร์หนัก ปิดไฟ ปิดเสียงโทรศัพท์ (ไม่ใช่แค่สั่น) หลบให้ต่ำและอยู่ห่างแนวประตูกับหน้าต่าง แล้วอยู่เงียบจนเจ้าหน้าที่มาถึง
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องซ้อมแผนกราดยิงไหม?
ควรจัดครับ สถานศึกษาเป็นสถานที่ที่มีคนหนาแน่นและมีเด็กซึ่งตัดสินใจเองได้จำกัด การซ้อมแผนช่วยให้ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่รู้บทบาทของตัวเองล่วงหน้า เช่น ใครล็อกประตู ใครนับจำนวนนักเรียน ใครแจ้งเหตุ ทำให้ลดเวลาตัดสินใจในนาทีวิกฤต หลักสูตรของเราปรับสถานการณ์จำลองให้ตรงกับผังอาคารเรียนและช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น ช่วงคาบเรียน ช่วงพักกลางวัน และช่วงกิจกรรมรวมคน
บริษัทเอกชนควรซ้อมแผนกราดยิงบ่อยแค่ไหน?
แนะนำอบรมและซ้อมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และซ้อมเพิ่มเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น ย้ายอาคาร ปรับผังพื้นที่ เปลี่ยนระบบล็อกประตู หรือมีพนักงานใหม่จำนวนมาก เพราะแผนที่ไม่เคยซ้อมมักใช้ไม่ได้จริงเมื่อเกิดเหตุ องค์กรที่มีพนักงานต้อนรับหรือ รปภ. เป็นด่านแรกควรทบทวนบทบาทกลุ่มนี้ถี่กว่าส่วนอื่น
อบรมกราดยิงใช้เวลากี่ชั่วโมง มีอะไรบ้าง?
หลักสูตร การเอาตัวรอดจากการก่อการร้าย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ของสมาร์ทเซฟตี้ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง (1 วัน) ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีเรื่องการสังเกตสิ่งบอกเหตุ หลัก หนี ซ่อน สู้ การแจ้งเหตุและการปฏิบัติตัวเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ การจัดการวัตถุต้องสงสัย และภาคปฏิบัติเรื่องปฐมพยาบาลบาดแผลรุนแรง การห้ามเลือด CPR/AED พร้อมฝึกจำลองสถานการณ์และถอดบทเรียน
ทำไมต้องเรียนปฐมพยาบาลควบคู่กับการเอาตัวรอด?
เพราะในเหตุกราดยิง ผู้บาดเจ็บมักเสียชีวิตจากการเสียเลือดก่อนที่หน่วยแพทย์จะเข้าถึงพื้นที่ได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ปลอดภัยก่อน ช่วงเวลานั้นคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนเดียวที่ช่วยได้ ทักษะห้ามเลือดด้วยการกดและการใช้สายรัดห้ามเลือดจึงเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตได้มากที่สุดในเหตุการณ์ลักษณะนี้
หลักสูตรนี้อ้างอิงมาตรฐานอะไร?
เนื้อหาส่วนการเอาตัวรอดพัฒนาโดยอ้างอิงหลักสูตร Preparing and Responding to Active Shooter Incidents ของ UNDSS (United Nations Department of Safety and Security) ซึ่งสหประชาชาติใช้เตรียมความพร้อมให้บุคลากรของตน ส่วนกรอบ Run · Hide · Fight มีต้นทางจาก U.S. Department of Homeland Security และ FBI สมาร์ทเซฟตี้นำมาปรับให้เข้ากับบริบทไทย ทั้งผังอาคาร ช่องทางแจ้งเหตุของไทย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อบรมแล้วได้ใบรับรองไหม จัดที่สถานที่ของเราได้ไหม?
ได้ทั้งสองอย่างครับ ผู้เข้าอบรมที่ผ่านหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตร และเราเดินทางไปจัดอบรมแบบ In-House ถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสำนักงานทั่วประเทศ รับได้ประมาณ 30 ท่าน/รุ่น การจัดในสถานที่จริงมีข้อดีคือได้ซ้อมกับผังอาคารและเส้นทางหนีของท่านเอง ซึ่งใช้งานได้จริงกว่าการเรียนในห้องประชุมภายนอก
กฎหมายไทยบังคับให้อบรมเรื่องนี้หรือไม่?
ไม่มีกฎหมายที่ระบุชื่อ "อบรมกราดยิง" โดยตรง แต่ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 16 กำหนดให้นายจ้างจัดฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ซึ่งครอบคลุมการเตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉินในที่ทำงาน และ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 นับภัยจากการก่อวินาศกรรมไว้ในขอบเขตสาธารณภัย หน่วยงานจึงควรมีแผนเผชิญเหตุรองรับ

ให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่าต้องทำอะไร ใน 6 ชั่วโมง

อบรมและซ้อมแผนกราดยิงถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสำนักงานของท่านทั่วประเทศ ฝึกกับผังอาคารจริง พร้อมวุฒิบัตร — ขอใบเสนอราคาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอใบเสนอราคาฟรี